
ณ เวลานี้แฟนบอลลูกหนังทั่วโลกต่างรอคอยที่จะเห็นฤดูกาลนี้กลับมาเตะอีกครั้งท่ามกลางการตัดจบ และ โมฆะของลีกอื่นๆอย่างต่อนเนื่อง ซึ่งแน่นอนครับ “พรีเมียร์ลีก” ยังเป็นลีกหมายเลข 1 ที่พวกเราอยากให้มีข้อสรุปซักที (โดยเฉพาะแฟน ลิเวอร์พูล)
ถ้าไม่นับเหล่าพลพรรค “โมฆะ ยูไนเต็ด” หรือ “โมฆะ ซิตี้” ทุกๆฝ่ายอยากให้พรีเมียร์ลีกรูดม่านอย่างสง่างามกับโปรแกรมที่เหลืออยู่อีกเพียง 9-10 นัด
ประเด็นตอนนี้มีหลายแนวคิดออกมาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปเป็นร่างแต่จนแล้วจนรอดยังไม่มีการประชุมเพื่อประกาศอย่างเป็นทางการเพราะท้ายที่สุดแล้วต้องรอ boss ใหญ่คือ บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีที่จะมีการปลดล็อกดาว์นในประเทศแต่จะมีรายละเอียดหรือข้อบังคับอย่างไรต้องรออีกทีในวันอาทิตย์ที่ 10 พค.นี้ (เลื่อนจากพฤหัสที่ 7 พค.)
ทำให้การหารือครั้งใหญ่และครั้งสำคัญของพรีเมียร์ที่ตอนแรกจะมีขึ้นในวันศุกร์นี้ก็ต้องขยับหนีออกไปหลังจากวันอาทิตย์นี้อีกที
ใช่ครับ ตอนนี้พรีเมียร์ลีกไม่สามารถตัดสินใจได้โดยเอกเทศเหมือนสถานการณ์ปกติทั่วไปเนื่องจากรัฐต้องการให้ประชาชนปฏิบัติตามเพื่อผ่านวิกฤติ covid-19 หรือที่ทางฝรั่งเค้ายังใช้ชื่อเก่าอยู่คือ coronavirus
เบื้องต้น 16 มิถุนายน คือวันที่ถูกเคาะให้กลับมา “คิกออฟ” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านการเห็นชอบจากการโหวต 14 จาก 20 เสียงของบรรดาทีมในพรีเมียร์ลีก
ธงที่ถูกตั้งไว้หากพรีเมียร์ลีกได้รับไฟเขียวให้กลับมาเตะภายใต้โครงการ “Project Restart” อย่างแรกเลยคือเตะสนามกลางโดยไม่อนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมซึ่งมีชื่อของหลายๆสนามที่ถูกลิสเอาไว้เช่น
เวมบลีย์, โอลด์แทรฟฟอร์ด, เอมิเรสต์ สเตเดียม, ลอนดอน สเตเดียม, ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์, คิง พาวเวอร์ สเตเดียม, วิลล่า พาร์ค และ เซนต์ แมร์รี่ สเตเดียม
อย่างไรก็ตามเมื่อแนวคิดสนามกลางเกิดขึ้น เสียงที่ตามมา(อาจจะดังบ้าง เสียงแหบบ้าง) คือไม่มีการตกชั้นในฤดูกาลนี้ เนื่องจากบรรดาเหล่าทีมที่ต้องอยู่ในเกณฑ์สุ่มเสี่ยงมองว่าความได้เปรียบกับการเตะในบ้านมีส่วนอย่างมาก
อย่างเช่น แอสตัน วิลล่า ที่ปัจจุบันอยู่รองบ๊วยเตะในบ้านน้อยที่สุดคือ 13 นัด ในขณะที่บางทีมกดไปแล้ว 15 ด้วยซ้ำ








